กลยุทธ์ “China Plus One” หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนไปยังประเทศที่สองในภูมิภาคเอเชีย ได้เปลี่ยนจากแผนทางเลือกมาเป็นมาตรฐานหลักของภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มตัวในปี 2026 นี้
ความท้าทายด้านโลจิสติกส์ของฐานการผลิตที่กระจายตัว
แม้ว่าการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ เช่น เวียดนาม ไทย อินเดีย และมาเลเซีย จะช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีได้ดี แต่ก็แลกมาด้วยความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ:
- เครือข่ายค่าระวางสินค้าที่กระจัดกระจาย: การบริหารจัดการสินค้าจากหลายต้นทางจำเป็นต้องพึ่งพาการผสมผสานระหว่างการขนส่งทางบกข้ามพรมแดน เรือขนส่งสินค้าขนาดเล็ก (Feeder Vessels) และการขนส่งทางอากาศ
- การปฏิบัติตามกฎระเบียบศุลกากร: ต้องรับมือกับกฎหมาย ข้อบังคับ อัตราภาษี และข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละชายแดนอาเซียน
- การจัดตำแหน่งสต็อกสินค้า: การตัดสินใจจัดเก็บสินค้าคงคลังสำรอง (Safety Stock) ในตลาดเกิดใหม่หลายแห่งพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีที่ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศช่วยลดความซับซ้อนของกลยุทธ์ “Plus One”
การดำเนินโมเดล China Plus One ให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีการจัดการโลจิสติกส์แบบรวมศูนย์ ธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมักเลือกใช้คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehousing) และศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค (RDC) ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เช่น ประเทศไทย เพื่อรวบรวมชิ้นส่วนและส่วนประกอบจากหลายประเทศเข้าด้วยกัน การกำหนดมาตรฐานเอกสารศุลกากรและการใช้เครือข่ายขนส่งที่ยืดหยุ่นผ่านพันธมิตร 3PL จะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การผลิตในหลายประเทศจะสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ไม่ใช่สร้างความสับสนวุ่นวายในระบบดำเนินงาน
